นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยถึงประเด็นการโหวตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า

ส่วนตัวอาจมองต่างคนอื่นๆ ว่าการโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 1 ทำให้เห็นความชัดเจนไปเปราะหนึ่งว่า พรรคก้าวไกลอาจไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องไปมองนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อาทิ พรรคเพื่อไทย หากพรรคได้ขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็มีโอกาสที่ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย จะได้รับเลือกเป็นนายกฯ แทน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งหากเป็น นายเศรษฐา มองว่ามีความเหมาะสม เพราะเป็นอดีตนักธุรกิจ และมีวุฒิภาวะ รวมถึงเห็นแนวโน้มที่จะมีการยืดหยุ่นนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

“ความแตกต่างระหว่างพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย ในมุมของผมคือ ก้าวไกล มองในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเป็นหลัก แต่เพื่อไทย มองในเรื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจไทยค่อนข้างอ่อนแอ หากพรรคการเมืองต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงตามอุดมการณ์ คงไม่ได้ เรื่องนี้ต้องใช้เวลาสักระยะ แต่ตอนนี้เรื่องหลักคือ รัฐบาลต้องเข้ามาแก้บาดแผลทางด้านเศรษฐกิจ และภาคการส่องออกที่ติดลบ จากเศรษฐกิจโลกถดถอย ดังนั้น หากมองจากคะแนนการโหวตในครั้งแรกที่ยังห่างอีกหลายคะแนน ไม่ใชเรื่องง่ายที่ นายพิธา จะผ่านไปได้ ผมจึงมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ นายเศรษฐา จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมองว่าเป็นมืออาชีพด้านเศรษฐกิจ ในมุมของคนค้าขายมองว่าน่าจะฝากความหวังไว้ได้” นายธนิต กล่าว

รองประธานอีคอนไทย กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่เป็นกังวลคือ เรื่องการถูกแทรกแซงทางการเมือง คงต้องติดตามดูวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ต่อว่าจะเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้พรรคเล็กหลายพรรคเริ่มขยับ แต่แนวทางจะเป็นอย่างไรยังยากที่จะคาดเดา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดก่อนที่จะกระทบกับภาคการท่องเที่ยว และกระทบเรื่อความเชื่อมั่น เพราะตอนนี้หลายปประเทศเริ่มจับตาดูความขัดแย้งในประเทศไทยว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งมีผลต่อทั้งภาคการลงทุน และท่องเที่ยว หากปล่อยให้ยืดเยื้อยาวนาน หรือรุนแรงถึงขั้นมีม็อบลงถนน ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจแน่นอน

MgFdue.md.webp

MgFS1k.md.jpeg

MgFYDv.md.jpeg

MgFzLE.md.webp

MgFNkN.md.jpeg

MgFBEV.md.webp