น.ส.เอ (นามสมมติ) ภรรยาน้อยของ เจ้าหน้าที่ตำรวจยศ ผกก. ร้องต่อจเรตำรวจ เพื่อให้ตรวจสอบวินัย เนื่องจากจับได้ว่า สามีมีเมียน้อยอีกคน แล้วไม่ส่งเสียเลี้ยงดูลูก
น.ส.เอ กล่าวว่า ตนเจอกับฝ่ายชายเมื่อ ปี 2561 ซึ่งในตอนนั้นเขายังไม่ได้รับตำแหน่งผกก.โดยเจอกันที่ร้านอาหาร ซึ่งฝ่ายชายได้ให้เพื่อนทักมาขอชนแก้ว จากนั้นก็ขอเบอร์
แล้วหายจากกันไปประมาณ 2 เดือน ก่อนที่ฝ่ายชายจะโทรมาหา แล้วเริ่มต้นหาเรื่องคุยกันไปเรื่อยๆ ซึ่งฝ่ายชายมาสารภาพว่าตนเองมีภรรยาอยู่แล้ว แต่กำลังจะเลิกกัน เนื่องจากภรรยานิสัยไม่ดี
ชอบด่าทอและใช้ให้ทำงานบ้าน เช่น ซักผ้า แล้วก็เปิดแชทให้ดู ซึ่งเขายืนยันว่าจะเลิกกันแน่นอน จากนั้นก็มาคุกเข่าขอแต่งงาน พร้อมบอกว่า ตอนนี้เขามีเงิน 5 แสนบาท

แต่จะให้ค่าสินสอด 1 ล้านบาท จึงขอเวลา 1 ปี เพื่อไปเก็บเงินและเคลียร์ปัญหากับภรรยา จากนั้นเราก็คบหากัน แต่ไม่ได้เปิดตัว แต่ภรรยาหลวงจับได้เมื่อปี 2562 จึงโยนเสื้อผ้าออกจากบ้าน
ฝ่ายชายก็โทรมาหาตนบอกว่า จะไปซื้อคอนโดแล้วเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน แต่ยังไม่ทันซื้อ ภรรยาหลวงและครอบครัวของเขาก็โทรมาง้อขอคืนดี ให้กลับไปอยู่ด้วยเหมือนเดิม และฝ่ายชายบอกกับเราว่า
“เลิกกับเมียหลวงไม่ได้” จากนั้นฝ่ายชายก็ให้เงินมา 1 ล้านบาท เป็นค่าเสียเวลาที่มาคบกับเขา เพราะเขาหลอกเรา

ซึ่งในระหว่างที่เลิกรากันไป ตนเพิ่งมารู้ตัวเองว่าตั้งท้อง จึงติดต่อไปหาฝ่ายชาย เพื่อขอค่าเลี้ยงดูลูก ฝ่ายชายจึงส่งเงินมาให้ เดือนละ 20,000 – 30,000 บาท เมื่อตนคลอดลูกออกมา
ฝ่ายชายก็ขึ้นเป็นผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน เขาก็บอกว่าจะให้ค่าเลี้ยงดูตนและลูก 20% ของเงินเดือน เพราะเขาบอกว่า “เขาเป็นผู้กำกับแล้วมีทุกอย่าง” จากนั้น ก็ทยอยส่งเงินมาให้เป็นก้อนๆ
รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท ต่อเดือน จากนั้นฝ่ายชายก็ส่งค่าเลี้ยงดูมาตลอด

ต่อมาวันที่ 30 พ.ย.65 ตนจับได้ว่า ฝ่ายชายมีผู้หญิงคนอื่น เพราะไม่ติดต่อมา อ้างว่ากำลังสอบปากคำผู้ต้องหาอยู่ ตนเลยปลอมตัวไปสืบในร้านคาราโอเกะ แล้วจ้างเด็กเอ็นมาถามข้อมูล
สุดท้ายรู้ความจริงว่าฝ่ายชายมีผู้หญิงคนอื่น ซึ่งเป็นเด็กเอ็นเหมือนกัน ตนจึงถามฝ่ายชายไป แต่กลับได้รับคำตอบว่า “กูไม่จำเป็นต้องมีเมียคนเดียว กูมีเมียหลายคนได้”

หลังจากนั้นฝ่ายชายก็ไม่ส่งเสียค่าเลี้ยงดูอีกเลย จนตนต้องบุกไปที่ทำงาน เพื่อถามว่าจะเอายังไง แต่ฝ่ายชายบอกว่า “จะฟ้องก็ฟ้องเลย ไม่กลัว แต่อย่าให้ถึงสื่อมวลชน ไม่อย่างนั้น จะทำร้ายครอบครัว มึง ลูก”

เมื่อตนไม่สามารถติดต่อฝ่ายชายได้จึงตัดสินใจโทรหาภรรยาหลวง แล้วบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อให้ฝ่ายชายมารับผิดชอบลูก แต่ภรรยาหลวงกลับบอกว่า “ใช่ลูกของผู้ชายจริงไหม?”
ตนก็ยินยอมให้ตรวจดีเอ็นเอ เมื่อจะถึงวันที่ตรวจ กลับมีข้ออ้างว่า น้ำยาไม่มี ทำให้ไม่สามารถตรวจได้

ต่อมาฝ่ายชายก็ฟ้องหมิ่นประมาทตน เรียกค่าเสียหาย 300,000 บาท และไปร่วมมือกับภรรยาหลวง ฟ้องชู้ เรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท ซึ่งในขั้นตอนสืบพยาน ฝ่ายชายได้นำเสนอเงื่อนไขว่า
จะจ่ายค่าเลี้ยงดู เดือนละ 3,000 บาท จนลูกอายุ 20 ปี แต่ห้ามตนไม่ยุ่งเกี่ยวบุกไปที่ทำงาน

หรือนำเรื่องไปร้องเรียนสื่อ จนตนรู้สึกว่า ถูกกลั่นแกล้งอยู่ฝ่ายเดียว ตนจึงไปร้องเรียน กับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย เนื่องจากฝ่ายชายเป็นตำรวจในพื้นที่
ก็กังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงอยากมาร้องเรียนให้เปลี่ยนคณะทำงานใหม่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

“เรารับรู้ว่าสถานะที่เป็นอยู่มันไม่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ไม่กังวลแล้วว่า ถ้าหากจะออกมาแฉเรื่องนี้ตัวเองจะถูกสังคมโจมตี เนื่องจากอยากให้ฝ่ายชายได้รับโทษทางวินัย หากฝ่ายชายจำเป็นต้อง
ออกจากราชการ ก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะว่าตลอดเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา ตัวเองก็เป็นคนหาเลี้ยงลูกเอง ไม่ได้อยากจะได้ค่าเลี้ยงดูแล้ว เพราะในส่วนนี้จะไปฟ้องร้องเอง” น.ส.เอ กล่าว

น.ส.เอ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เรื่องที่เกิดขึ้น ตนรับรู้ว่ามันคือเวรกรรม แต่อย่างไรก็ตาม ก็อยากจะให้ฝ่ายชายรับโทษทางวินัยให้ถึงที่สุด แต่หากยังไม่ได้รับโทษสูงสุด ก็เตรียมที่จะแฉเรื่องอื่นเหมือนกัน

ต่อมาผู้สื่อข่าวพยายามโทรติดต่อผู้กำกับรายนี้ เพื่อถามข้อเท็จจริงว่า เป็นอย่างที่เมียน้อยมาร้องเรียนหรือไม่ แต่ผู้กำกับ กล่าวสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวจะให้คุยกับทนาย” ก่อนจะตัดสายไป

S__11116590.md.jpeg

S__11116588.md.jpeg

S__11116586.md.jpeg