เรียกได้ว่าใครหลายๆ คนคงจะรู้จักขาเป็นอย่างดี สำหรับ จา พนม หรือ โทนี่ จา นักแสดง นักบู๊ฮอลลีวูด ที่ล่าสุดเจ้าตัวได้เปิดตัวภรรยาครั้งแรก บุ้งกี๋ ปิยรัตน์ พร้อมเผยเส้นทางความรักกว่า 13 ปี ชีวิตคู่เป็นรักทางไกล เจอกันแค่ปีละ 3 เดือน ถึงขั้นภรรยาต้องเอ่ยปากเป็นเมียโทนี่ จา ต้องอดทน ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow

คู่นี้แต่งงานอยู่กินกันมา 13 ปี แต่พี่จาไปทำงานต่างประเทศร่วม 10 ปีแล้ว?

จา พนม : ร่วม 10 ปีแล้วครับ

ปีนึงจะได้เจอกับพี่บุ๋งกี๋ 3-4 เดือนเท่านั้น?

จา พนม : ครับประมาณนั้น

ความห่างเป็นผลกับจิตใจเราบ้างไหม?

บุ้งกี๋ : มีเหงาบ้าง คิดถึงกันบ้าง แต่ก็มีวีดิโอคอลคุยกัน แต่สำคัญเลยคือ 1.ความเข้าใจ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขาทำงาน ด้วยงานและสถานที่มันคนละเวลากัน

ตอนนั้นลูกสาวคนโต 1 ขวบ พี่จาก็ต้องบินไปทำงานนาน 3 เดือน?

จา พนม : ใช่ครับ ถามว่าคิดถึงลูกไหม แน่นอนครับ เขากำลังน่ารัก เราอาศัยช่วงเบรกงานวีดิโอคอลมา มันก็ทำให้คลายความคิดถึงไปได้บ้าง

ณ วันที่พี่จาตัดสินใจไปทำงานที่ต่างประเทศ ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าไปแล้วมันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า เชื่อว่ามันต้องเป็นการตัดสินใจที่หนักหน่วงที่สุด ตอนนั้นคุยกันยังไง?

บุ๋งกี๋ : ด้วยความสามารถและด้วยโอกาสที่มันเข้ามา ก็ควรที่จะต้องตัดสินใจต้องไปทำตรงนั้น มันไม่ใช่ตลอดไป มันเป็นแค่ช่วงเวลานึงสั้นๆ

ย้อนไปช่วงที่ตัดสินใจว่าจะไปแน่ๆ ชีวิตช่วงนั้นหนักหน่วงเหมือนกัน ทั้งข่าวสารพัดอย่าง บางที่เขียนว่า เหมือนพี่อกตัญญูกับค่ายเก่า บางที่บอกว่า พี่จาติสท์ คุยลำบาก มีโลกส่วนตัวสูง แล้วบวกกับต้องำปแบบนี้ด้วย มันทำให้เกิดปัญหากับพี่2คนไหมในการแก้ปัญหา?

จา พนม : ผมโชคดีมากที่มีครอบครัวและภรรยาที่ซัพพอร์ตผม ในที่นี่เราทำคนเดียวไม่ได้ ข้างหน้าต้องซัพพอร์ต มันคือความไว้ใจเลยเกิดความมั่นใจที่จะโฟกัสเดินไปข้างหน้า เพราะเรารู้ว่าไปข้างหน้าเราทำเพื่ออะไร

คู่นี้เขาให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตอนนั้นก็มีแฟนคลับที่เป็นสาวๆ เข้ามาหาพี่จาเยอะเหมือนกัน?

จา พนม : ก็เป็นเรื่องธรรมดา แฟนคลับก็มี แต่เราในเรื่องของการทำงาน เรามีหน้าที่ที่ต้องทำ ผมเชื่อว่าการทำแอคชั่นมันไม่ได้ง่ายๆ นะครับ มันต้องใช้พลังอย่างมาก และต้องทำให้คนเชื่อ โดยเฉพาะต่างประเทศเขายอมรับอะไรที่ยากมากๆ เราคิดว่าเราไปทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้ออกนอกลู่ นอกทาง ด้วยสังคมมันก็มี แต่เราโฟกัสในหน้าที่การงานของเรา

แล้วเวลาลูกถามหาพ่อ พี่บุ๋งกี๋จัดการยังไง?

บุ้งกี๋ : ก็อธิบายด้วยเหตุผล ทุกอย่างภาพมันเห็นอยู่แล้ว คุณพ่อไปทำงานนะ เดี๋ยวเสร็จงานคุณพ่อกลับบ้าน

เคยมีจุดที่เห็นน้ำตาลูกแล้วไม่ไหว อยากกลับบ้านไหม?

จาพนม : มีโมเมนต์ที่แบบอยากกลับบ้าน คิดถึงอาหารไทย คิดถึงลูก คิดถึงครอบครัว คิดถึงเมืองไทย มีฟีลลิ้งนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ เราต้องโอเค เรามาทำหน้าที่ตรงนี้ แล้วการดูแลภรรยา?

จา พนม : ก็เราเป็นสามี ก็ดูว่าเขาต้องการอะไร เราพร้อมที่จะสนับสนุน มาดูว่าความต้องการขนาดไหน

พี่บุ๋งกี๋บอกว่าการเป็นภรรยา จา พนม ต้องอดทน?

บุ้งกี๋ : เขาก็ติสต์เหมือนกันนะคะ บางทีเขาก็จะไม่พูด บางวันเขาก็เงียบไปเลยทั้งวัน แล้วเขาอยู่แต่ในห้องทำงาน ดูหนัง ทำงานแบบนั้นทั้งวันไม่ทานข้าวก็มีบ้าง

มีช่วงนึงที่พี่หายหน้า หายตาไป คุณบุ้งกี๋ก็ติดต่อไม่ได้?

บุ้งกี๋ : ถ้าเป็นช่วง 10 ปีที่แล้วยังไม่ได้เจอกัน แต่จะมีช่วง 5 ปีที่แล้ว

จา พนม : ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมต้องย้ายเมือง แล้วนั่งเครื่องบินส่วนตัว เป็นเครื่องบินเล็ก ประมาณ 4-5 คนกับโปรดิวเซอร์ แล้วผมก็ไม่ได้บอกทีมงาน คลื่นมันขาดหายไปเลย ไม่มีสัญญาณ โทรศัพท์ใช้ไม่ได้ แล้วผมประสบอุบัติเหตุไม่ได้เล่า ไม่ได้บอกครอบครัว มันมีอยู่ฉากนึงที่ผมจะต้องแอคชั่นที่โขดหินในถ้ำ

ผมกระโดดเตะจากที่สูง แล้วข้อเท้าเสียงดังก๊อก ทุกคนในกองได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ทุกคนตกใจมาก เราขยับขาไม่ได้ พักกอง เรียกรถพยาบาลหามผมไปที่โรงพยาบาลทั้งชุดมอนสเตอร์ฮันเตอร์ พอไปถึงโรงพยาบาล หมอก็ตกใจ ดูหน้ามีเลือดเต็มไปหมด ผมเลยบอกว่าไม่ใช่หน้าแต่บาดเจ็บที่เท้า แต่ผมไม่บอกครอบครัว

ขอบคุณข้อมูล:คุยแซ่บshow