สามีคู่กรณีเปิดใจ ภรรยาไม่เคยคิดยึดบ้านอากู๋ ถ้าฟ้องชนะคดี ก็จะคืนบ้านให้ เผยคนตายเครียดหนัก สัญญาณสุดท้ายมาบอกทุกคนว่า “จะขอออกหน้าคนเดียว”

หลังการเสียชีวิตของ น.ส.ภานุมาศ 1 ใน 5 คดีบุกรุก จากคดีดัง ครอบครองปรปักษ์บ้านอากู๋ เจ้าของบ้านย่านรามอินทรา 58 กับเพื่อนบ้าน เข้ามายึดบ้านอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ โดยทนายความของฝั่งผู้ต้องหาออกมาระบุว่า เกิดจากความเครียดที่ถูกกดดัน

ด้านทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความของอากู๋ และนายซัน หลานของอากู๋ ร่วมแถลงจี้ทนายความของอีกฝ่ายรับผิดชอบ หลังแนะให้สู้คดี พร้อมนำบทสนทนาระหว่าง น.ส.ภานุมาศ ผู้เสียชีวิต และอากู๋ เจ้าของบ้าน มาเปิดเผย โดยน.ส.ภานุมาศ กล่าวว่า “เราจะถอนปรปักษ์แล้ว ยอมรับเลยว่าทุกอย่างไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เมื่อวานเพิ่งเรียกคุยกับทนาย แล้วหนูก็กราบเท้าเขาเลยว่าหนูไม่อยากทำแล้ว ไม่ใช่เจตนาของหนูตั้งแต่แรก พี่สาวเข้าไปดูแลบ้านจริงๆ“

สำหรับความคืบหน้า วันที่ 27 ก.พ.67 นายเอ๋ สามีของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ตนเป็น 1 ใน 5 คนที่ถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกตั้งแต่รอบแรก ซึ่งต่อสู้คดีเรื่อยมา ส่วนการเข้าไปบุกรุกรอบที่ 2 และตั้งเรื่องฟ้องปรปักษ์ เพราะฟังคำแนะนำจากหลายคน หลายฝ่าย ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด จนคุณนุก็สูญเสียความเป็นตัวเองไป

นายเอ๋ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคุณนุไม่มีเจตนาครอบครองและฟ้องปรปักษ์บ้านหลังดังกล่าว คุณนุและตนคุยกันตั้งแต่แรกแล้วว่า จุดจบสุดท้าย ปลายทางการฟ้องปรปักษ์ หากฟ้องชนะจะคืนบ้านให้อากู๋ เจ้าของบ้าน และจะแจ้งสื่อให้ทราบข่าวด้วย

ที่ผ่านมาตนและภรรยาถูกสังคมตราหน้าเป็นคนผิด จึงต้องการทำให้สังคมเห็นว่ากระบวนการทางกฎหมาย มีอะไรที่สามารถทำได้ หรือทำไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้ต้องการครอบครองบ้าน

“จุดประสงค์ของภรรยา ต้องการให้ทั้ง 5 คนที่ถูกดำเนินคดีก่อนหน้านี้พ้นผิด พูดคุยไกล่เกลี่ยและถอนฟ้อง เมื่อไม่นานมานี้ผมและภรรยาก็พยายามเข้าไปพูดคุยไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีตลอด”นายเอ๋กล่าว

นายเอ๋ กล่าวว่า ประเด็นที่ทนายฝั่งตนบอกว่า ภรรยาจบชีวิตตัวเอง เพราะถูกสื่อกดดัน ตนว่ามีส่วนประมาณ 60-70% เพราะตั้งแต่เป็นข่าวรอบที่ 2 สังเกตเห็นภรรยาว่ามีความเครียดมากกว่ารอบแรก เพราะถูกขุดคุ้ยข้อมูลหลายอย่าง ลามไปถึงธุรกิจที่กำลังทำอยู่ โดยภรรยาเป็นคนเข้มแข็งและต่อสู้ด้วยตัวเองเรื่อยมา ต้องการปกป้องตนเองและธุรกิจ จึงอาจตัดสินใจผิดพลาด เพราะฟังคำแนะนำจากหลายฝ่าย จนไม่เป็นตัวของตัวเอง และไม่ได้มองถึงผลกระทบ จนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เหมือนเป็นโรคซึมเศร้า แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นตัดสินใจแบบนี้ โดยสัญญาณสุดท้าย 1 สัปดาห์ก่อนที่ภรรยาจะตัดสินใจไม่คาดคิด ภรรยาพูดกับตนและคนรอบข้างตลอดว่า “นุจะขอออกหน้ารับผิดเองคนเดียว”