“ต้นหอม – ศกุนตลา เทียนไพโรจน์” สาวมากความสามารถ เปิดใจผ่านรายการ “Rise & Shine ชีวิตดีเริ่มที่ตัวเรา” ทาง “พีพีทีวี” ป่วย “โรคมอร์เฟีย” นาน 10 ปี แพทย์ชีเกิดได้จากหลายปัจจัย พบได้เพียง 3 ใน 1 แสนคน

สาวมากความสามารถ “ต้นหอม – ศกุนตลา เทียนไพโรจน์” เล่าถึงอาการป่วยของตนเอง ในรายการ “Rise & Shine ชีวิตดีเริ่มที่ตัวเรา” ทาง “พีพีทีวี” หลังเผชิญกับโรคผิวหนังประหลาด “มอร์เฟีย” (Morphea) มานานถึง 10 ปี

โดยอาการบ่งชี้เริ่มต้นจะปรากฏผื่นแดงดวงเล็กๆ บนผิวหนัง จากนั้นจะมีอาการความคันเมื่อผิวหนังแห้ง และขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ดีเจสาวเกิดความกังวลในช่วงแรก เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานในวงการบันเทิง

ซึ่งเจ้าตัวเผยว่า “หอมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองต้องเริ่มดูแลตัวเอง ตอนมีลูกนี่แหละ สมัยก่อนเราใช้ชีวิตแบบไม่ได้คิดอะไร ไม่มีคนต้องห่วงใย แต่พอมีลูกแล้ว ก็เริ่มหันมาดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น ใช้ชีวิตแบบทำยังไงก็ได้ให้ได้อยู่กับลูกไปนาน ๆ สำหรับโรคผิวหนังมอร์เฟีย ตอนแรกที่หอมเป็นก็รู้สึกกังวล แต่หลังจากไปปรึกษาหมอก็เริ่มกลับมาดูแลตัวเอง และพยายามรักษาต่อเนื่อง”

ด้าน พญ.กาญจนา เสริมสวรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายถึงโรคผิวหนังชนิดนี้ว่า “โรคผิวหนังมอร์เฟีย เป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก โดยสามารถพบได้เพียง 3 ใน 1 แสนคนเท่านั้น ซึ่งมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ลักษณะอาการดังกล่าวจะมีผื่น ซึ่งสามารถปรากฏได้ทั้งใบหน้าและร่างกาย ในช่วงแรก ๆ จะมีสีแดงหรือม่วง เนื้อสัมผัสจะรู้สึกแข็ง ๆ บริเวณผื่นแดงคล้ายแผลเป็น ระยะต่อมาผื่นแดงจะยุบตัวลง และมีสีเข้มขึ้นหรือจางลง

ปัจจุบันสาเหตุของโรคดังกล่าว ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่ามีต้นเหตุจากอะไร เบื้องต้นอาจเกิดมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม พบว่าอาจจะมีพันธุกรรมบางรหัสที่สามารถเป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าปกติ หรือความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันของร่างกายตัวเองจนทำให้ผิวหนังอักเสบกลายมาเป็นโรคผิวหนังมอร์เฟีย ส่วนการรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่ง ถ้าหากว่าเป็นผื่นเล็ก ๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ การรักษาก็จะเป็นเพียงการทายา แต่ถ้าในกรณีที่เป็นผื่นที่เยอะขึ้นในพื้นที่กว้าง และอยู่ในตำแหน่งที่มีผลข้างเคียงอย่างข้อศอก ก็อาจจะทำให้ต้องเพิ่มการรักษามากขึ้น เช่น การทานยา หรือถ้าหากคนไข้สามารถมารักษาที่โรงพยาบาล 2 -3 วันต่อสัปดาห์ การฉายแสงก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาโรคดังกล่าวได้”